ข่าเป็นพืชสมุนไพรและเครื่องเทศที่ทั่วโลกรู้จัก ในเมนูของ ต้มยำกุ้ง และ ต้มข่าไก่ เรานำข่าสด มาปรุงอาหาร นอกจากนี้ ยังนำข่าแห้งไปบด ทำ ชาข่า เครื่องดื่มน้ำข่าผสมมะนาว สกัดน้ำมันหอมระเหย หรือ ทำลูกประคบข่า ได้ด้วย
สรรพคุณของข่า
-ข่ามีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีฤทธิ์ขับลม แก้คลื่นไส้ อาเจียน
-ข่ามีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ ขับน้ำดี จึงช่วยย่อยอาหารได้
-ข่าเป็นพืชร้อนที่ให้พลังงาน จึงช่วยระบบหายใจ ระบบการหมุนเวียนของเลือด บรรเทาอาการ ไอ หวัด
- ลดการอักเสบ
-ฤทธิ์ยับยั้งแผลในกระเพาะอาหาร
-ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
เชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli ที่เป็นสาเหตุของอาการแน่นจุกเสียดท้องได้ โดยพบ eugenol เป็นสารสำคัญในการออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
-ฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา
- รักษากลากเกลื้อน
- ดับกลิ่นต่าง ๆ เช่น กลิ่นคาว กลิ่นเหม็นอับ กลิ่นกาย จึงมีผู้นำน้ำมันหอมระเหยข่าไปทำสเปรย์ระงับกลิ่นเท้า บางประเทศนำไปต้มน้ำอาบ
การใช้ข่ารักษาอาการแน่นจุกเสียด
- ใช้เหง้าสด หรือเหง้าแห้ง ต้มกับน้ำจนเดือด รินน้ำดื่ม
การใช้ข่ารักษากลาก , เกลื้อน
-เอาหัวข่าแก่ๆ ล้างให้สะอาดฝานเป็นแว่นบางๆ หรือทุบพอแตก นำไปแช่เหล้าขาวทิ้งไว้สัก 1 คืน ทำความสะอาดขัดถูบริเวณที่เป็นเกลื้อนจนพอแดง และแสบ แล้วเอาข่าที่แช่ไว้มาทาเฉพาะที่ ๆ เป็นเกลื้อน จะรู้สึกแสบๆ เย็น ๆ ทาเช้าและเย็นหลังอาบน้ำทุกวัน ประมาณ 2 สัปดาห์ เกลื้อนจะจางลงและหายไปในที่สุด

ดอกมะลิ เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมชื่นใจ สีขาวบริสุทธิ์ เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ ฟิลิปปินส์ และ ตูนิเซีย เป็นดอกไม้ประจำวันแม่ของไทย ถิ่นกำเนิดในอินเดีย ปลูกมากในแถบเอเซีย จีน อินเดีย คาบสมุทรอาระเบีย เป็น สัญลักษณ์ของความอ่อนหวาน ความเป็นผู้หญิง ชื่อ “มะลิ” และ “Jasmine” จึงนำมาตั้งชื่อหญิงไทยและหญิงชาวต่างชาติ มะลิมีมากถึง 42 สายพันธุ์ พันธุ์ที่เราคุ้นเคยได้แก่ มะลิลา ( ร้อยมาลัย) มะลิซ้อน มะลิฉัตร มะลิวัลย์หรือมะลิป่า มะลิเลื้อย มะลิทะเล เป็นไม้ดอกเศรษฐกิจ ชาวไทยนิยมนำมาร้อยมาลัยบูชาพระพุทธรูป นำดอกมาลอยน้ำเพื่อแต่งกลิ่นขนมหวาน และ ข้าวแช่ เป็นพืชสมุนไพร รากแก้ร้อนใน เสียดท้อง รักษาหลอดลมอักเสบ ใบแก้ไข้หรือตำละเอียดผสมน้ำมันมะพร้าวนำมาลนไฟรักษาแผลพุพอง
ดอกมะลิที่นิยมนำมากลั่นน้ำมันหอมระเหยคือมะลิลา หรือ Arabian Jasmine ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jasminum sambac ดอกบานจะให้น้ำมันหอมระเหยมากที่สุด ในการเก็บดอกมะลิต้องเก็บเวลากลางคืนและกลั่นดอกสด น้ำมันหอมระเหยมะลิ 1 ปอนด์ (2.2 กิโลกรัม) ต้องใช้ดอกมะลิบาน 1,000 ปอนด์ หรือ ประมาณ 3.6 ล้านดอก
วิธีการสกัดน้ำมันหอมระเหยมะลิ นิยมทำ 2 วิธีได้แก่ การสกัดด้วยตัวทำละลาย (Solvent Extraction) และการสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เหลว (CO2) ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าแบบแรกมาก
คุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยมะลิ Jasmine Essential Oil Properties
น้ำมันหอมระเหยมะลิช่วยบรรเทาอาการทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ บรรเทาอาการภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา บาดทะยัก บรรเทาอาการไอ ลดความเมื่อยล้าในช่วงมีประจำเดือน ช่วยเพิ่มน้ำนมให้แก่คุณแม่ ลดรอยแผลเป็น
การนำน้ำมันหอมระเหยมะลิมาใช้เพื่อเป็นน้ำหอมธรรมชาติ หรือ นำมาบรรเทาอาการเจ็บป่วย ควรทำให้เจือจางก่อนโดยทำละลายกับน้ำมันพื้นฐาน ในอัตราส่วน 5% น้ำมันที่เหมาะสมได้แก่น้ำมันโจโจ้บา ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้กลิ่นติดผิวหนังนานกว่าน้ำมันอื่น

การเก็บรักษาน้ำมันพื้นฐาน หรือ Base Oil ไม่ให้เสื่อมคุณภาพเร็ว ได้แก่
-เช็ดคราบน้ำมันที่ปากขวด ก่อนปิดฝาให้แน่น ( ป้องกันเหม็นหืนเร็วและมดมาตอม )
-เก็บน้ำมันในบริเวณไม่โดนแดด ไม่ร้อน หรือ ไกลหลอดไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความร้อน ไม่ควรเก็บไว้ในรถยนต์
-ไม่เก็บน้ำมันในที่ชื้น เช่น ห้องน้ำ ตู้เย็น
-ถ้าไม่แน่ใจว่าน้ำมันที่ซื้อมาจะใช้ได้หมดภายใน 3 ปี หรือไม่ อาจป้องกันโดยหยดวิตะมิน อี 2 -3 ลงในขวด เขย่าให้เข้ากัน
ผู้ชายควรดูแลและใส่ใจเส้นผมเพื่อเสริมบุคลิกที่ดี เช่นเดียวกับผู้หญิง การดูแลผมเป็นประจำจะช่วยให้ผมและหนังศีรษะมีสุขภาพดี มีวิธีดังนี้
ความสะอาด
สระผมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หรือ ทุกวัน ด้วยแชมพูอ่อน ๆ ถ้าเส้นผมแข็งกระด้างใช้ครีมนวดปรับสภาพเส้นผม การสระผมควรล้างคราบแชมพูและครีมนวดออกให้หมด มิฉะนั้นจะเป็นสาเหตุของ ผมร่วงเนื่องจากสารตกค้าง เช็ดผมให้แห้ง หากนอนในขณะที่ผมยังเปียกอยู่จะทำให้หนังศีรษะเป็นเชื้อราและมีรังแค
นวดศีรษะ
ควรหมักผมด้วยน้ำมันมะกอก หรือ น้ำมันมะกอกผสมน้ำมันโรสแมรี่ และนวดศีรษะเพื่อกระตุ้นการงอกของเส้นผม ทำให้สมองปลอดโปร่ง ควรทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
รับประทานอาหารบำรุงผม
สุดยอดอาหารบำรุงผมได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า แครอท ฟักทอง สาหร่ายทะเล ไข่ ผักสีเขียว กล้วยหอม น้ำเต้าหู้ ธัญพืชไม่ขัดขาว งาดำ
หลีกเลี่ยง
ทำสีผมบ่อย ๆ
ไดร์เป่าผม
ดัดผม

นาฬิกาชีวิต (Biological Clock) ได้กล่าวถึง การไหลเวียนของพลังชีวิต (ลมปราณ) ที่ผ่านแต่ละอวัยวะนั้นจะใช้เวลาสองชั่วโมง ทั้งหมดมี 12 ระยะ รวม 24 ชั่วโมง คือหนึ่งวัน เรียกว่า นาฬิกาชีวิต
จะขอกล่าวถึงช่วงเวลาที่เกี่ยวกับการนอนดังนี้
01.00-03.00 น. เป็นช่วงเวลาของตับ ควรนอนหลับพักผ่อน ถ้าใครนอนหลับพักผ่อนได้ดีเป็นประจำในช่วงเวลานี้ ตับจะหลั่งสารมีราโทนิน (meratonine) เพื่อฆ่าเชื้อโรค ทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย นอกจากร่างกายจะหลั่งมีราโทนินประจำแล้ว ยังหลั่งสารเอนโดรฟิน (endorphin) ออกมาด้วย จึงไม่ควรกินอาหาร เพราะจะทำให้ตับทำงานหนักและเสื่อมเร็ว หน้าที่หลักของตับคือ ขจัดสารพิษของร่างกาย ส่วนหน้าที่รองคือ ช่วยไตในการดูแลผม ขน เล็บ ถ้าตับมีปัญหา ผม ขน เล็บ จะไม่สวย และตับยังช่วยกระเพราะย่อยอาหาร ถ้ากินอาหารบ่อย ๆ ในช่วงเวลานี้ ตับจะหลั่งน้ำย่อยออกมามาก จึงไม่ได้ทำหน้าที่หลัก เป็นเหตุให้สารพิษตกค้างในตับ
09.00-11.00 น. เป็นช่วงเวลาของม้าม ม้ามจะอยู่ชายโครงด้านซ้าย มีหน้าที่ควบคุมเม็ดเลือด สร้างน้ำเหลือง ควบคุมไขมัน คนที่ปวดศีรษะบ่อย มักมาจากความผิดปกติของม้าม อาการเจ็บชายโครงสาเหตุมาจากม้ามกับตับ ม้ามโต ม้ามจะไปเบียดปอด ทำให้เหนื่อยง่าย ตาเหลือง สร้างเม็ดเลือดขาวได้น้อย ม้ามชื้น อาหารและน้ำที่กินเข้าไปจะแปรสภาพเป็นไขมันทำให้อ้วนง่าย ผู้ที่มักนอนหลับในช่วงเวลานี้ ม้ามจะอ่อนแอ นอกจากนี้ม้ามยังโยงถึงริมฝีปาก ผู้ที่พูดบ่อย ๆ หรือ พูดเก่ง ๆ ม้ามจะชื้น จึงควรพูดน้อย กินน้อย ม้ามจึงแข็งแรง ไม่ควรนอนหลับในเวลานี้
ทำไมนอนไม่หลับ
เมื่อเรารู้สึกว่านอนหลับไม่พอ เกิน 3 วัน ในหนึ่งสัปดาห์ต่อเนื่องกันเกินหนึ่งเดือน รู้สึกเบลอ มึนงง ความคิดช้าลง บั่นทอนคุณภาพชีวิตทั้งในเรื่องเรียน และ การทำงาน ทางการแพทย์กล่าวว่า ควรนอนหลับให้พอเพียง 8 ชั่วโมง แต่บางคนอาจจะน้อยกว่า หากหลับลึกและตื่นขึ้นมาสดชื่น
สาเหตุนอนไม่หลับมาจาก ความเครียด ไม่สบายใจ วิตกกังวล นอนไม่ตรงเวลาปกติ อายุและสุขภาพ นอนกลางวันมากเกินไป รับประทานอาหารที่ย่อยยาก มีผงชูรสมาก(คอแห้งทั้งคืน) ชา กาแฟ น้ำอัดลม สภาพแวดล้อมในห้องนอน เช่น ร้อนเกินไป หนาวเกินไป มี แสง เสียง กลิ่นเหม็นรบกวน แปลกสถานที่ หรือ ผลข้างเคียงจากยาและอาการของโรคบางอย่าง หากนอนไม่หลับต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ จะนำไปสู่อาการเจ็บป่วย ควรรีบแก้ไขและปรึกษาแพทย์
ปรับตัวเอง
เมื่อเราทราบสาเหตุ เราสามารถปรับการใช้ชีวิตประจำวันได้
*ตื่นนอนและเข้านอนให้ตรงเวลา ไม่ควรนอนชดเชยกลางวัน
*ขจัดความกังวลต่าง ๆ คิดบวกเสมอ นั่งสมาธิ หรือ เข้าร่วมกิจกรรมใหม่ ๆ มีเพื่อนกลุ่มใหม่
*ปรับอาหารและเครื่องดื่ม รับประทานอาหารเย็นก่อน 18.00 น. เป็นอาหารที่ย่อยง่าย ไม่ใส่ผงชูรส และงดหรือลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนลง(ไม่ควรดื่มหลังเที่ยงวัน)
*ออกกำลังกายช่วงเย็น ไม่ควรออกก่อนนอนเพราะจะทำให้หลับยากมากขึ้น
*อาบน้ำอุ่น และดื่มนมอุ่น ๆ ก่อนนอน 1 ชั่วโมง
*ปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอน ไม่มีแสง สี เสียง รบกวน รวมทั้งสร้างบรรยากาศในการนอนด้วยการใช้กลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยมาช่วย น้ำมันที่ช่วยให้ผ่อนคลาย สบายใจ ได้แก่ น้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ Lavender Essential Oil ช่วยให้หลับสบาย ใช้หยดในโคมไฟฟ้าอโรมา หรือ ผสมน้ำมันสวีทอัลมอนด์ทาผิว นวดตัว กลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ธรรมชาติ จะช่วยคลายความวิตกกังวล
*หากปฏิบัติตัวเองใหม่แล้วยังนอนไม่หลับอีก ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง