โทร: 089-793-0975, 085-920-1144
โทร: 089-793-0975, 085-920-1144
ลงทะเบียน

Massage4การนวดแผนไทยเป็นเอกลักษณ์และเป็นจุดขายให้ต่างชาติต้องมาใช้ บริการ ช่วยนำรายได้เข้าประเทศ ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องรู้และเข้าใจ จนสามารถอธิบายได้เป็นอย่างดี ถึงความแตกต่าง และประโยชน์ของการนวดแบบไทยซึ่งพบว่าเทคนิคการนวดแผนไทยมีมากกว่าเทคนิคของ การนวดแบบสวีดิช แต่ยังมีการยืดกล้ามเนื้อ (Stretching) ดึงข้อต่อ (Traction) และที่สำคัญคือมีการปรับโครงสร้างกล้ามเนื้อตามแนวกระดูกสันหลัง (Spinal manipulation) ซึ่งโดยส่วนใหญ่นวดแผนไทยจะแบ่งได้ 2 แบบ ได้แก่

1. การนวดแบบเชลยศักดิ์

มีจุดกำเนิดมาจากการนวดเพื่อช่วยเหลือกันเองในครอบครัวของชาวบ้าน ทั่วไป ดังนั้นหมอนวดจึงใช้อวัยวะอื่นในการนวดนอกจากมือ ได้แก่ ศอก ท่อนแขน ส้นเท้า เป็นต้น ส่วนท่าทางการนวดก็มีได้หลากหลายไม่เพียงแต่บีบหรือกด (compression or friction massage)13 จุดที่ปวดเมื่อยอย่างเดียว ยังมีการยืดกล้ามเนื้อ (stretching) โดยเฉพาะท่ายืดกล้ามเนื้อบ่า (upper trapezius) ที่ผู้มารับบริการมีอาการปวดอยู่บ่อยมาก การดัดกระดูกสันหลัง (spinal manipulation) โดยเฉพาะตำแหน่งของกระดูกสันหลังระดับเอว (lumbar vertebrae) ซึ่งมีอยู่หลายจังหวะทั้งท่านอนหงาย นอนตะแคง และนั่ง และดัดกระดูกสันหลังระดับอก (thoracic vertebrae) ในท่านั่งและหมอนวดใช้เข่าตนเองยันกลางหลังบริเวณสะบัก ซึ่งถ้าผู้มารับบริการไม่มีปัญหากระดูกสันหลังที่อาจเกิดอันตราย และหมอนวดมีความชำนาญเพียงพอ หลังจากนวดแล้วผู้มารับบริการจะรู้สึกสบายขึ้นทันที แต่ผู้ที่มารับบริการนวดที่มีประวัติโรคประจำตัวบางอย่างควรได้รับการตรวจ ร่างกายจากแพทย์ก่อนนวดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดอันตรายได้ เช่น กระดูกสันหลังที่มีปัญหาอยู่แล้วเคลื่อนไปกดเส้นประสาททำให้เกิดอาการชา หรืออ่อนแรงหลังนวด เป็นต้น

2. การนวดแบบราชสำนัก หรือการนวดอายุรเวท (แพทย์แผนไทยประยุกต์)

เป็นการนวดที่ใช้ในพระราชวัง ดังนั้นท่าต่างๆจึงต้องสุภาพ และมักนวดโดยใช้นิ้วมือกดลงบนร่างกาย (friction massage) เท่านั้น เพื่อควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากเกินไป และไม่ให้เป็นที่ล่วงเกินต่อพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ โดยมีข้อปฏิบัติในการนวดที่ค่อนข้างเคร่งครัด เช่น หมอนวดต้องเดินเข่าเข้าหาผู้รับบริการเมื่อเข้าใกล้ไม่น้อยกว่า 4 ศอกจนห่างจากผู้รับบริการ 1 ศอกจึงนั่งพับเพียบ มีองศามาตราส่วนของการนวดที่ไม่ประชิดตัวมาก และจะหน้ามองตรงไม่ก้มหายใจรดผู้รับบริการ แต่ไม่เงยหน้ามากจนเป็นการไม่เคารพ

ปัจจุบันการนวดแผนไทยแบบเชลยศักดิ์เป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากมีการถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องกันตามชุมชน ในขณะที่แบบราชสำนักมักหวงวิชา มีการถ่ายทอดกันเฉพาะในครอบครัว นอกจากนี้ผู้รับบริการจะรู้สึกว่าการนวดแบบเชลยศักดิ์มีแรงมากระทำบนร่างกาย ได้มากกว่า และมีลีลาท่าทางมากกว่าการนวดแบบราชสำนัก อย่างไรก็ตามเอกลักษณ์ของการนวดไทยทั้ง 2 แบบก็ยังคงความเป็นไทย กล่าวคือ ความสุภาพอ่อนโยน ก่อนนวดและหลังนวดหมอนวดจะต้องยกมือพนมเพื่อไหว้ครู และเพื่อขออภัยหากท่านวดบางท่าไม่เหมาะสม ผู้รับบริการสวมเสื้อผ้าสบาย ไม่มีการให้ถอดเสื้อผ้า และมารยาทของหมอนวดขณะที่ทำการนวดก็ต้องนวดด้วยความสำรวม

ข้อแตกต่าง

ราชสำนัก

เชลยศักดิ์

1.กิริยามารยาท

เรียยร้อยมาก เดินเข่าเข้าหาผู้รับบริการ ไม่หายใจรดผู้รับบริการหรือเงยหน้ามาก จนเป็นที่ไม่เคารพ

เป็นกันเองกับผู้รับบริการมากกว่า บางคราวจึงอาจดูไม่สำรวมมากนัก

2.การเริ่มนวด

มักเริ่มนวดตั้งแต่หลังเท้าขึ้นไป

เริ่มนวดที่ฝ่าเท้า

3.อวัยวะที่ใช้นวด

เฉพาะมือ นิ้วหัวแม่มือ และปลายนิ้วอื่นๆ

ใช้ได้ทั้งมือ ศอก ท่อนแขน เข่า ส้นเท้า

4.ท่าทางของแขน

ต้องเหยียดตรงเสมอ

ตรงหรืองอศอกก็ได้

5.การลงน้ำหนัก

ใช้การกดเท่านั้น

มีทั้งกดและนวดคลึง

6.ท่าของผู้รับบริการ        

มีท่านั่ง นอนหงาย และนอนตะแคงเท่านั้น ไม่มีท่านอนคว่ำเลย

ตามแบบราชสำนัก แต่มีท่านอนคว่ำด้วย

7.การดัด

ไม่ใช้

มีการดัด ดึง ข้อต่อ หลังด้วย

8.ความรู้ทางกายวิภาค

มีความรู้อย่างดีพอสมควร

อาจไม่มีความรู้ดีพอ แต่ปัจจุบันหลักสูตรที่สอนตามสถาบันต่างๆ ได้สอดแทรกเพิ่มเติม

 

ข้อห้าม/ข้อควรระวังสำหรับการนวดเชลยศักดิ์

เนื่องจากการนวดเชลยศักดิ์มีท่าทางเฉพาะที่อาจเกิดอันตรายได้ คือมีการดัดกระดูกสันหลัง การลงน้ำหนักโดยใช้แรงค่อนข้างมาก เช่น ใช้ศอก เท้า ช่วยในการนวดดังนั้นนอกจากจึงต้องมีข้อห้ามข้อควรระวังเพิ่มจากที่กล่าวมา ข้างต้น ได้แก่

1. กระดูกพรุนรุนแรง ผู้ป่วยมักมีประวัติล้มแล้วกระดูกหัก หรือต้องกินยารักษากระดูกพรุนอยู่ ถ้านวดแรงเกินไปผู้ป่วยก็มีโอกาสที่กระดูกหักได้ง่ายดาย

2. โรค Multiple myeloma ทำให้กระดูกมีความเปราะบางคล้ายกระดูกพรุน

3. การติดเชื้อในกระดูก ทำให้บริเวณนั้นหักง่าย

4. เนื้องอกที่กระดูก

5. โรคทางระบบประสาทโดยเฉพาะไขสันหลังที่ยังมีอาการชัดเจน และแย่ลงเรื่อยๆ

6. เนื้องอกไขสันหลัง

7. เส้นประสาทไขสันหลังถูกกดทับจากสาเหตุต่างๆ เช่น หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท ช่องกระดูกสันหลังตีบแคบ กระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังหักยุบตัว เป็นต้น เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายซ้ำซ้อนหนักขึ้นไปได้

8. ข้อต่อหลวม เช่น ผู้ป่วยไธรอยด์ต่ำ หญิงตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้ข้อหลุดหรือเคลื่อนได้

9. โรคข้อรูมาตอยด์ เพราะผู้ป่วยเหล่านี้ข้อที่มีอาการ จะค่อนข้างแข็ง ขาดความยืดหยุ่น แต่เปราะ ถ้าดัดแรงๆก็อาจหักได้

10. โรคกระดูกสันหลังแข็งเหมือนลำไม้ไผ่ กระดูกสันหลังจะแข็ง แต่เปราะ จึงหักได้ง่าย

11. ผู้ที่ยังไม่ได้รับการประเมินและตรวจร่างกายอย่างเพียงพอ เพราะบางโรคข้างต้นยังไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยเองก็ไม่รู้ตัว หลายกรณีที่สามารถตรวจเจอได้ก่อนนวด จึงสามารถระมัดระวังได้ขณะทำการนวด

12. ผู้นวดที่ประสบการณ์ยังน้อย ก็ไม่ควรทำการดัดกระดูกสันหลัง

อาการไม่พึงประสงค์หลังนวด

อาการที่ไม่พึงประสงค์ทีเกิดขึ้นหลังนวดสามารถเกิดขึ้นได้จาก สาเหตุทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ผู้ให้บริการที่ขาดความชำนาญ ไม่ได้รับการอบรมฝึกฝนมาในวิธีการนวดนั้นๆ ไม่ทราบแน่ชัดหรือไม่ได้ซักประวัติว่าผู้รับบริการมีอาการอื่นๆมาก่อนหรือไม่ ไม่ยอมลดน้ำหนักลงแม้ว่าผู้รับบริการจะแจ้งว่าเจ็บเกินทน ก็จะเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดผลแทรกซ้อน หรืออาการไม่พึงประสงค์หลังนวด สำหรับสาเหตุจากผู้รับบริการก็มาจากการที่ผู้รับบริการมีความวิตกกังวล ไม่ผ่อนคลายขณะนวด มานวดครั้งแรกและไม่ได้รับการบอกรายละเอียดขั้นตอนการนวดเพื่อเตรียมตัว เตรียมใจให้พร้อมขณะนวด เช่น หากมีอาการเจ็บเกินทน ควรรีบแจ้งผู้ให้บริการทันทีเพื่อลดแรงลง มีโรคหรือความผิดปกติอยู่โดยมิได้แจ้งผู้ให้บริการนวด ผู้รับบริการนั้นก็อาจเกิดอาการมาพึงประสงค์ได้ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับคือ

1. ระดับไม่รุนแรง

อาการแทรกซ้อนระดับนี้เป็นอาการที่สามารถหายได้เองใน 2-3 วัน ไม่ต้องการ การรักษาทางการแพทย์ที่ยุ่งยากมากนัก ผู้รับบริการสามารถดูแลตัวเองที่บ้านได้ ได้แก่

ก. การถูกกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติมากเกินไป เมื่อนวดบริเวณแนวกระดูกสันหลัง อาจมีอาการความดันต่ำลง ขนลุก เหงื่อแตก ซึ่งถ้าเป็นบริเวณคอก็อาจมีอาการ มึนศีรษะ หน้ามืด ศีรษะหวิว ตาลาย ถ้าเป็นบริเวณเอวก็อาจเกิดความผิดปกติของประจำเดือนได้

ข. อาการระบม หรือรู้สึกไม่สบายตามร่างกาย จากกล้ามเนื้ออักเสบเล็กน้อยเพราะลงแรงในการนวดมากเกินไป

2. ระดับปานกลาง

ระดับนี้จะมีอาการเกิน 7 วัน แต่ไม่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล อาจได้รับการรักษาหรือแนะนำบางประการก็สามารถหายได้ เช่น ระบมจุดนวดเกิน 7 วัน

3. ระดับรุนแรง

อาการแทรกซ้อนระดับนี้เป็นเหตุให้ผู้รับบริการเกิดความเจ็บป่วยถึง ขั้นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ มีรายงานถึงความพิการจนถึงเสียชีวิต แม้ว่าจะเกิดน้อยเพียง 1 ต่อ 1-1.5 ล้านคนก็ตาม ส่วนมากมักเกิดจากการที่มีการดัดกระดูกสันหลังร่วมด้วย ผลแทรกซ้อนดังกล่าว ได้แก่ อัมพาตจากโรคทางหลอดเลือดสมอง อัมพาตจากการบาดเจ็บไขสันหลัง รากประสาทไขสันหลังส่วนล่าง (แส้ม้า) บาดเจ็บ หัวใจล้มเหลว และแม้แต่เสียชีวิตก็เคยมีรายงานในต่างประเทศซึ่งมักเกิดจากเทคนิคไม่ถูกต้อง หรือวินิจฉัยผิด

สำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการปวดที่พบบ่อยมากที่สุดคือ ปวดหลัง ซึ่งมักเป็นปัญหาเรื้อรัง และไม่ค่อยพึงพอใจกับการรักษาทางแผนปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่หันมาหาการรักษาในแนว CAM ที่มีการให้บริการส่วนใหญ่ใน medical spa การทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับผลการรักษาความปลอดภัย และค่าใช้จ่ายของการฝังเข็ม นวดเพื่อรักษา และการปรับโครงสร้างร่างกายในผู้ป่วยปวดหลัง โดยคัดเลือกงานวิจัยที่เป็น RCTs เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ปี 1995 โดยพบงานวิจัยที่เกี่ยวกับการฝังเข็ม 20 RCTs นวด 3 RCTs และการปรับโครงสร้างร่างกาย 26 RCTs สรุปว่าการนวดมีหลักฐานน่าเชื่อถือที่สุดถึงประสิทธิผล การปรับโครงสร้างร่างกายให้ผลไม่แตกต่างมากนักกับการรักษาโดยทั่วไป ส่วนการฝังเข็มให้ผลการรักษาไม่ค่อยชัดเจนนัก ในด้านความปลอดภัยพบว่าทั้ง 3 วิธีการรักษาปลอดภัยใกล้เคียงกัน ส่วนในเรื่องค่ารักษาสรุปได้ว่าการนวดช่วยลดค่ารักษาได้ ในขณะที่ฝังเข็ม และการปรับโครงสร้างร่างกายไม่ลด

บทสรุป

การนวดนั้นมีประโยชน์อย่างมากมายดังกล่าวมาแล้วทั้งการผ่อนคลาย ร่างกาย จิตใจ และรักษาโรค หรือฟื้นฟูสมรรถภาพ แต่ก็มีหลายกรณีที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังนวด ดังนั้นจึงควรให้ผู้รับบริการที่สงสัยว่าอาจเกิดอันตรายจากการนวด ได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์แผนปัจจุบันก่อน และผู้ให้บริการเองก็ควรเรียนรู้วิธีการคัดกรองผู้รับบริการก่อนนวด เพื่อให้เกิดประโยชน์และปลอดภัยสูงสุด

การนวดแผนไทยเองก็เป็นการนวดหนึ่งที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ที่สำคัญยังเป็นการอนุรักษ์มรดกความเป็นไทยซึ่งมีประวัติมายาวนานและมี ลักษณะเด่นเฉพาะตัว สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ และกระแสความนิยมของการหันกลับมาใช้ธรรมชาติบำบัดที่เพิ่มขึ้น ขณะนี้รัฐบาลได้ตอบรับกระแสความต้องการดังกล่าวโดยจัดตั้งกรมพัฒนาการแพทย์ แผนไทย และการแพทย์ทางเลือกขึ้น ทำให้การนวดที่เป็นมรดกของเราได้รับการเจียรนัยเป็นเพชรน้ำเอกเม็ดใหม่ ของกระทรวงสาธารณสุข  และมีการจัดทำมาตรฐานทั้งของผู้ให้บริการนวด สถานประกอบการนวด ตลอดจนสปา เพื่อให้เป็นที่ยอมรับและยกระดับสู่สากลต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

         กองการแพทย์ทางเลือก   http://www.dtam.moph.go.th

          Thai Traditional Massage for Back Pain

          โดย : อ.นพ.ชนินทร์ ลีวานันท์
          ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู
          คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล                

รถเข็นสินค้า ของท่าน

ไม่พบสินค้าในรถเข็น

สินค้า แนะนำ

  • free delivery

  • Product Pics

Aromahub 250px Trans BG

Our Address:

22 Soi Nonthaburi 50,

Tasai, Maung,

Nonthaburi 11000

Thailand

CONTACT US

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Tel. 089-793-0975

       085-920-1144

       02-591-3884

รับข้อมูล จากเรา

S5 Box

Login